Blog Banner Image
Author Name
Too Architects
Date
August 21, 2026

5. ข้อกฎหมายเกี่ยวกับการจ้างผู้ออกแบบและผู้รับเหมา

การเริ่มต้นโครงการก่อสร้าง ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ การเลือกและทำสัญญาว่าจ้าง ผู้ออกแบบ (สถาปนิกและวิศวกร) และ ผู้รับเหมา ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญอย่างยิ่ง การทำความเข้าใจข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องในขั้นตอนนี้จะช่วยให้คุณในฐานะเจ้าของงานสามารถปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง, ลดความเสี่ยงจากปัญหาที่อาจเกิดขึ้น, และมั่นใจได้ว่าโครงการจะดำเนินไปอย่างราบรื่นและเป็นไปตามที่ตกลงไว้

5.1 ข้อควรรู้เกี่ยวกับ พ.ร.บ. วิชาชีพสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม

ประเทศไทยมีกฎหมายควบคุมการประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม เพื่อคุ้มครองประชาชนและควบคุมมาตรฐานวิชาชีพ

5.1.1 พระราชบัญญัติวิชาชีพสถาปัตยกรรม พ.ศ. 2542

  • ควบคุมโดย: สภาสถาปนิก
  • บทบาท: กำหนดขอบเขตการประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุม, คุณสมบัติของผู้ประกอบวิชาชีพ (มีใบอนุญาต), จรรยาบรรณ, และบทลงโทษ
  • ความสำคัญ: สถาปนิกผู้ออกแบบอาคารต้องมี ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุม (ระดับภาคีสถาปนิก, สามัญสถาปนิก, วุฒิสถาปนิก) และต้องลงนามรับรองแบบ หากสถาปนิกไม่มีใบอนุญาต หรือลงนามรับรองในงานที่ไม่ได้รับอนุญาต ถือว่าผิดกฎหมาย

5.1.2 พระราชบัญญัติวิชาชีพวิศวกรรม พ.ศ. 2542

  • ควบคุมโดย: สภาวิศวกร
  • บทบาท: กำหนดขอบเขตการประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม (โดยเฉพาะวิศวกรรมโยธา), คุณสมบัติของผู้ประกอบวิชาชีพ (มีใบอนุญาต), จรรยาบรรณ, และบทลงโทษ
  • ความสำคัญ: วิศวกรผู้ออกแบบโครงสร้าง หรือระบบงานต่าง ๆ ที่มีความสำคัญ (เช่น ระบบไฟฟ้า, สุขาภิบาล) ต้องมี ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม และต้องลงนามรับรองแบบและรายการคำนวณโครงสร้าง

สิ่งสำคัญที่ต้องตรวจสอบ: ก่อนว่าจ้าง ควรขอตรวจสอบ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ของสถาปนิกและวิศวกรทุกคนที่เกี่ยวข้องกับโครงการ เพื่อความมั่นใจในความสามารถและความถูกต้องตามกฎหมาย

5.2 สิ่งที่ควรระบุในสัญญาว่าจ้างผู้ออกแบบ

สัญญาว่าจ้างผู้ออกแบบควรมีความละเอียดรอบคอบ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและปัญหาในภายหลัง:

  • ขอบเขตงาน: ระบุให้ชัดเจนว่างานออกแบบครอบคลุมอะไรบ้าง (เช่น งานสถาปัตยกรรม, งานโครงสร้าง, งานระบบ, งานตกแต่งภายใน, การประสานงานขออนุญาต)
  • ระยะเวลาการทำงาน: กำหนดกรอบเวลาแต่ละขั้นตอนของการออกแบบ (เช่น การนำเสนอแนวคิด, การเขียนแบบเบื้องต้น, การจัดทำแบบขออนุญาต, การทำแบบก่อสร้าง)
  • ค่าบริการ: ระบุค่าออกแบบทั้งหมด, วิธีการชำระเงิน (งวดงาน), และเงื่อนไขการปรับเพิ่ม/ลด
  • การส่งมอบงาน: ระบุประเภทของแบบ (ดิจิทัล/กระดาษ), จำนวนชุด, และเอกสารประกอบการออกแบบ
  • ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ (ถ้ามี): เช่น ค่าเดินทาง, ค่าธรรมเนียมราชการที่ผู้ออกแบบต้องออกล่วงหน้า
  • เงื่อนไขการแก้ไขแบบ: ระบุจำนวนครั้งที่สามารถแก้ไขแบบได้โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่ม และอัตราค่าบริการหากเกินจำนวนที่กำหนด
  • ลิขสิทธิ์ของแบบ: โดยทั่วไปแบบที่ออกแบบโดยสถาปนิกยังคงเป็นลิขสิทธิ์ของผู้ออกแบบ แต่เจ้าของงานมีสิทธิ์นำไปใช้เพื่อการก่อสร้างตามวัตถุประสงค์
  • การบอกเลิกสัญญา: เงื่อนไขการบอกเลิกสัญญาของทั้งสองฝ่าย และการชดเชยหากมีการบอกเลิก

5.3 สิ่งที่ควรระบุในสัญญาว่าจ้างผู้รับเหมา

สัญญาว่าจ้างผู้รับเหมา (สัญญาเหมาก่อสร้าง) ถือเป็นเอกสารที่สำคัญที่สุดในการดำเนินการก่อสร้าง ควรมีรายละเอียดที่ชัดเจนและครอบคลุมทุกประเด็น:

  • ขอบเขตงาน: ระบุรายละเอียดของงานก่อสร้างทั้งหมดอย่างชัดเจน โดยอ้างอิงตามแบบก่อสร้างและรายการประกอบแบบ (Specification) ที่ได้รับอนุมัติ
  • วงเงินค่าก่อสร้าง: ระบุจำนวนเงินรวมทั้งหมด (ราคาเหมา) หรือวิธีการคำนวณค่าก่อสร้าง (ถ้าไม่ใช้ราคาเหมา)
  • งวดงานและการชำระเงิน: กำหนดขั้นตอนการชำระเงินแต่ละงวด (เช่น การลงเสาเข็ม, การขึ้นโครงสร้าง, การมุงหลังคา, การตกแต่ง) โดยเชื่อมโยงกับการส่งมอบงานในแต่ละงวด
  • ระยะเวลาการก่อสร้าง: กำหนดวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดโครงการอย่างชัดเจน
  • ค่าปรับ (Penalty Clause): กำหนดอัตราค่าปรับต่อวันหากผู้รับเหมาทำงานล่าช้ากว่ากำหนด
  • การค้ำประกันผลงาน (Retention/Warranty): การหักเงินส่วนหนึ่งไว้ (เช่น 5-10% ของค่างาน) เพื่อค้ำประกันคุณภาพงานหลังส่งมอบงานแล้ว 6 เดือน - 1 ปี และเพื่อใช้ซ่อมแซมกรณีมีข้อบกพร่อง
  • การประกันภัย: ระบุว่าฝ่ายใดเป็นผู้รับผิดชอบค่าประกันภัยการก่อสร้าง และประกันความเสียหายต่อบุคคลที่สาม
  • การเปลี่ยนแปลงงาน (Change Order): ระบุขั้นตอนและวิธีการตกลงกรณีมีการเพิ่มหรืองานลดจากแบบเดิม (อาจต้องมีเอกสารแนบท้ายสัญญา)
  • วัสดุอุปกรณ์: ระบุประเภท, คุณภาพ, และยี่ห้อของวัสดุหลักที่จะใช้ก่อสร้าง หรือระบุว่าเจ้าของงานเป็นผู้จัดหาวัสดุใดบ้าง
  • การบอกเลิกสัญญา: เงื่อนไขการบอกเลิกสัญญาของทั้งสองฝ่าย และการชดเชย/ค่าเสียหาย
  • ข้อพิพาท: กำหนดแนวทางการแก้ไขข้อพิพาท (เช่น การเจรจา, การประนีประนอม, การฟ้องร้อง)

5.4 ข้อกำหนดตามกฎหมายแรงงานที่เจ้าของงานควรรู้

แม้ว่าผู้รับเหมาจะเป็นนายจ้างโดยตรงของคนงาน แต่เจ้าของงานก็ควรมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับกฎหมายแรงงาน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น:

  • ความปลอดภัยในการทำงาน: เจ้าของงานมีส่วนรับผิดชอบในการดูแลให้ไซต์งานมีการติดตั้งมาตรการความปลอดภัยที่เพียงพอตามกฎหมาย
  • ประกันสังคมและสวัสดิการ: ผู้รับเหมามีหน้าที่จัดทำประกันสังคมและสวัสดิการให้แก่ลูกจ้าง หากผู้รับเหมาไม่ปฏิบัติตาม อาจมีผลกระทบถึงเจ้าของงานได้ในบางกรณี (โดยเฉพาะกรณีที่พิสูจน์ได้ว่าเจ้าของงานมีส่วนในการควบคุมดูแลคนงานโดยตรง)
  • การทำร้ายร่างกายหรือทรัพย์สิน: หากคนงานก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินหรือบุคคลภายนอก เจ้าของงานอาจต้องร่วมรับผิดชอบด้วย

5.5 สถานการณ์ตัวอย่าง: "คุณวิชัย" กับบทเรียนจากการสร้างโกดังสู่การสร้างบ้านในฝัน

  • คุณวิชัย: เจ้าของธุรกิจ SME ที่ประสบความสำเร็จ กำลังขยายกิจการและวางแผนสร้างบ้านหลังใหม่ให้ครอบครัว
  • โครงการที่ 1: โกดังเก็บสินค้าขนาดเล็ก (บทเรียนราคาแพง)
  • โครงการที่ 2: บ้านพักอาศัย 2 ชั้น (บทเรียนสู่ความสำเร็จ)

บทเรียนราคาแพง: การสร้างโกดังสินค้า

คุณวิชัยต้องการสร้างโกดังเก็บสินค้าอย่างรวดเร็วและในงบประมาณที่จำกัด เขาจึงตัดสินใจเลือกทางที่คิดว่า "ประหยัดและง่ายที่สุด"

  • การจ้างผู้ออกแบบ: คุณวิชัยเจอ "ฟรีแลนซ์รับเขียนแบบ" ในอินเทอร์เน็ตที่เสนอราคาถูกกว่าบริษัทสถาปนิกทั่วไปเกือบครึ่ง เขาจึงตกลงจ้างทันทีโดย ไม่ได้ตรวจสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และทำเพียงสัญญาจ้างงานง่ายๆ แค่หน้าเดียว
  • การจ้างผู้รับเหมา: เขาเลือก "ช่างสนิท" ที่คนรู้จักแนะนำ ตกลงราคากันด้วยวาจาและทำสัญญาจ้างที่ระบุเพียงยอดเงินรวมและระยะเวลาคร่าวๆ โดยไม่ได้ลงรายละเอียดเรื่อง งวดงาน, ค่าปรับ, หรือการค้ำประกันผลงาน

ปัญหาที่เกิดขึ้น:

  1. แบบขออนุญาตไม่ผ่าน: เมื่อนำแบบไปยื่นขออนุญาตที่เทศบาล เจ้าหน้าที่แจ้งว่าแบบไม่สามารถใช้ได้ เพราะผู้ออกแบบไม่มี ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุม ทำให้คุณวิชัยต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายหาคนที่มีใบอนุญาตมาเซ็นรับรองแบบใหม่ทั้งหมด
  2. งบประมาณบานปลาย: ระหว่างก่อสร้าง ผู้รับเหมาขอเบิกเงินเพิ่มสำหรับงานที่ "ไม่ได้ระบุไว้ในสัญญา" ซึ่งสัญญาที่ทำไว้ก็ไม่มีรายละเอียดขอบเขตงานที่ชัดเจนพอจะใช้อ้างอิงได้
  3. งานล่าช้าแต่ทำอะไรไม่ได้: โครงการล่าช้าไปกว่า 3 เดือน แต่ในสัญญาไม่ได้ระบุ ค่าปรับกรณีล่าช้า ไว้ ทำให้คุณวิชัยไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ เลย
  4. คุณภาพงานไม่ได้มาตรฐาน: หลังจากสร้างเสร็จได้ไม่นาน หลังคาโกดังก็เริ่มรั่วซึม แต่ในสัญญาไม่มีเงื่อนไข การค้ำประกันผลงาน (Warranty) ทำให้การตามตัวผู้รับเหมากลับมาแก้ไขเป็นเรื่องยากลำบาก

ผลลัพธ์: โกดังสร้างเสร็จ แต่ล่าช้า งบบานปลาย และเต็มไปด้วยปัญหาจุกจิก คุณวิชัยได้เรียนรู้บทเรียนราคาแพง

บทเรียนสู่ความสำเร็จ: การสร้างบ้านของครอบครัว

จากประสบการณ์ครั้งก่อน เมื่อถึงเวลาสร้างบ้านซึ่งเป็นโครงการสำคัญของชีวิต คุณวิชัยจึงรอบคอบและทำทุกอย่างตามขั้นตอนที่ถูกต้อง

  • การจ้างผู้ออกแบบ: คุณวิชัยเลือกจ้างบริษัทสถาปนิกที่มีชื่อเสียง ก่อนเซ็นสัญญา เขาได้ขอตรวจสอบ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ (ใบ ก.ส. และ ก.ว.) ของทั้งสถาปนิกและวิศวกรโครงสร้างจนมั่นใจ และได้ทำ สัญญาว่าจ้างผู้ออกแบบ ที่ระบุขอบเขตงาน, ค่าบริการ, และจำนวนครั้งที่แก้ไขแบบได้อย่างชัดเจน
  • การจ้างผู้รับเหมา: สถาปนิกได้ช่วยคุณวิชัยคัดเลือกผู้รับเหมามืออาชีพ และร่าง สัญญาว่าจ้างผู้รับเหมา ที่รัดกุม โดยมีรายละเอียดสำคัญครบถ้วน:
    • ขอบเขตงาน ที่อ้างอิงตามแบบก่อสร้างและรายการวัสดุ (BOQ)
    • การแบ่งจ่ายเงินตามงวดงาน ที่สอดคล้องกับความคืบหน้าจริง
    • กำหนดวันสิ้นสุดโครงการ ที่ชัดเจนพร้อม เงื่อนไขค่าปรับ หากล่าช้า
    • การหักเงินค้ำประกันผลงาน (Retention) 5% เป็นเวลา 1 ปี
    • ระบุยี่ห้อและรุ่นของวัสดุ ที่จะใช้ในสัญญา

ผลลัพธ์: การก่อสร้างบ้านดำเนินไปอย่างราบรื่น เมื่อมีปัญหาหน้างานก็สามารถแก้ไขได้ตามขั้นตอนที่ระบุในสัญญา โครงการเสร็จสิ้นตามกำหนดเวลาและอยู่ในงบประมาณที่ตั้งไว้ 8 เดือนต่อมาเมื่อพบปัญหาน้ำซึมที่ห้องน้ำ คุณวิชัยเพียงแจ้งผู้รับเหมา เขาก็ส่งทีมเข้ามาแก้ไขทันทีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพราะยังอยู่ในระยะ ค้ำประกันผลงาน

บทสรุปจากสถานการณ์: คุณวิชัยได้เข้าใจว่า การตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ออกแบบและการทำสัญญาที่รัดกุมไม่ใช่เรื่องยุ่งยากหรือเสียเวลา แต่เป็นการ "ลงทุนเพื่อความสบายใจ" และเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดในการปกป้องสิทธิ์ของเจ้าของโครงการ เพื่อให้การก่อสร้างสำเร็จลุล่วงอย่างมีคุณภาพและไร้ปัญหาข้อพิพาท

5.6 บทสรุป

การทำสัญญาว่าจ้างผู้ออกแบบและผู้รับเหมาอย่างรัดกุมและเป็นไปตามหลักกฎหมาย คือการลงทุนที่สำคัญที่สุดในการปกป้องผลประโยชน์ของคุณในฐานะเจ้าของโครงการ การตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ประกอบวิชาชีพ, การระบุขอบเขตงาน, ระยะเวลา, ค่าใช้จ่าย, และเงื่อนไขต่าง ๆ อย่างละเอียด จะช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาการทำงานล่าช้า, งบประมาณบานปลาย, คุณภาพงานไม่ได้มาตรฐาน, หรือข้อพิพาทที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้โครงการก่อสร้างของคุณสำเร็จลุล่วงได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

References

  • Architect Profession Act, B.E. 2542 (พระราชบัญญัติวิชาชีพสถาปัตยกรรม พ.ศ. 2542)
  • Engineer Profession Act, B.E. 2542 (พระราชบัญญัติวิชาชีพวิศวกรรม พ.ศ. 2542)
  • The Civil and Commercial Code (regarding Hire of Work) (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์)
  • The Labour Protection Act (พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน)
  • The Occupational Safety, Health and Environment Act (พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน)

การเริ่มต้นโครงการก่อสร้าง ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ การเลือกและทำสัญญาว่าจ้าง ผู้ออกแบบ (สถาปนิกและวิศวกร) และ ผู้รับเหมา ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญอย่างยิ่ง การทำความเข้าใจข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องในขั้นตอนนี้จะช่วยให้คุณในฐานะเจ้าของงานสามารถปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง, ลดความเสี่ยงจากปัญหาที่อาจเกิดขึ้น, และมั่นใจได้ว่าโครงการจะดำเนินไปอย่างราบรื่นและเป็นไปตามที่ตกลงไว้

5.1 ข้อควรรู้เกี่ยวกับ พ.ร.บ. วิชาชีพสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม

ประเทศไทยมีกฎหมายควบคุมการประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม เพื่อคุ้มครองประชาชนและควบคุมมาตรฐานวิชาชีพ

5.1.1 พระราชบัญญัติวิชาชีพสถาปัตยกรรม พ.ศ. 2542

  • ควบคุมโดย: สภาสถาปนิก
  • บทบาท: กำหนดขอบเขตการประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุม, คุณสมบัติของผู้ประกอบวิชาชีพ (มีใบอนุญาต), จรรยาบรรณ, และบทลงโทษ
  • ความสำคัญ: สถาปนิกผู้ออกแบบอาคารต้องมี ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุม (ระดับภาคีสถาปนิก, สามัญสถาปนิก, วุฒิสถาปนิก) และต้องลงนามรับรองแบบ หากสถาปนิกไม่มีใบอนุญาต หรือลงนามรับรองในงานที่ไม่ได้รับอนุญาต ถือว่าผิดกฎหมาย

5.1.2 พระราชบัญญัติวิชาชีพวิศวกรรม พ.ศ. 2542

  • ควบคุมโดย: สภาวิศวกร
  • บทบาท: กำหนดขอบเขตการประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม (โดยเฉพาะวิศวกรรมโยธา), คุณสมบัติของผู้ประกอบวิชาชีพ (มีใบอนุญาต), จรรยาบรรณ, และบทลงโทษ
  • ความสำคัญ: วิศวกรผู้ออกแบบโครงสร้าง หรือระบบงานต่าง ๆ ที่มีความสำคัญ (เช่น ระบบไฟฟ้า, สุขาภิบาล) ต้องมี ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม และต้องลงนามรับรองแบบและรายการคำนวณโครงสร้าง

สิ่งสำคัญที่ต้องตรวจสอบ: ก่อนว่าจ้าง ควรขอตรวจสอบ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ของสถาปนิกและวิศวกรทุกคนที่เกี่ยวข้องกับโครงการ เพื่อความมั่นใจในความสามารถและความถูกต้องตามกฎหมาย

5.2 สิ่งที่ควรระบุในสัญญาว่าจ้างผู้ออกแบบ

สัญญาว่าจ้างผู้ออกแบบควรมีความละเอียดรอบคอบ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและปัญหาในภายหลัง:

  • ขอบเขตงาน: ระบุให้ชัดเจนว่างานออกแบบครอบคลุมอะไรบ้าง (เช่น งานสถาปัตยกรรม, งานโครงสร้าง, งานระบบ, งานตกแต่งภายใน, การประสานงานขออนุญาต)
  • ระยะเวลาการทำงาน: กำหนดกรอบเวลาแต่ละขั้นตอนของการออกแบบ (เช่น การนำเสนอแนวคิด, การเขียนแบบเบื้องต้น, การจัดทำแบบขออนุญาต, การทำแบบก่อสร้าง)
  • ค่าบริการ: ระบุค่าออกแบบทั้งหมด, วิธีการชำระเงิน (งวดงาน), และเงื่อนไขการปรับเพิ่ม/ลด
  • การส่งมอบงาน: ระบุประเภทของแบบ (ดิจิทัล/กระดาษ), จำนวนชุด, และเอกสารประกอบการออกแบบ
  • ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ (ถ้ามี): เช่น ค่าเดินทาง, ค่าธรรมเนียมราชการที่ผู้ออกแบบต้องออกล่วงหน้า
  • เงื่อนไขการแก้ไขแบบ: ระบุจำนวนครั้งที่สามารถแก้ไขแบบได้โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่ม และอัตราค่าบริการหากเกินจำนวนที่กำหนด
  • ลิขสิทธิ์ของแบบ: โดยทั่วไปแบบที่ออกแบบโดยสถาปนิกยังคงเป็นลิขสิทธิ์ของผู้ออกแบบ แต่เจ้าของงานมีสิทธิ์นำไปใช้เพื่อการก่อสร้างตามวัตถุประสงค์
  • การบอกเลิกสัญญา: เงื่อนไขการบอกเลิกสัญญาของทั้งสองฝ่าย และการชดเชยหากมีการบอกเลิก

5.3 สิ่งที่ควรระบุในสัญญาว่าจ้างผู้รับเหมา

สัญญาว่าจ้างผู้รับเหมา (สัญญาเหมาก่อสร้าง) ถือเป็นเอกสารที่สำคัญที่สุดในการดำเนินการก่อสร้าง ควรมีรายละเอียดที่ชัดเจนและครอบคลุมทุกประเด็น:

  • ขอบเขตงาน: ระบุรายละเอียดของงานก่อสร้างทั้งหมดอย่างชัดเจน โดยอ้างอิงตามแบบก่อสร้างและรายการประกอบแบบ (Specification) ที่ได้รับอนุมัติ
  • วงเงินค่าก่อสร้าง: ระบุจำนวนเงินรวมทั้งหมด (ราคาเหมา) หรือวิธีการคำนวณค่าก่อสร้าง (ถ้าไม่ใช้ราคาเหมา)
  • งวดงานและการชำระเงิน: กำหนดขั้นตอนการชำระเงินแต่ละงวด (เช่น การลงเสาเข็ม, การขึ้นโครงสร้าง, การมุงหลังคา, การตกแต่ง) โดยเชื่อมโยงกับการส่งมอบงานในแต่ละงวด
  • ระยะเวลาการก่อสร้าง: กำหนดวันเริ่มต้นและวันสิ้นสุดโครงการอย่างชัดเจน
  • ค่าปรับ (Penalty Clause): กำหนดอัตราค่าปรับต่อวันหากผู้รับเหมาทำงานล่าช้ากว่ากำหนด
  • การค้ำประกันผลงาน (Retention/Warranty): การหักเงินส่วนหนึ่งไว้ (เช่น 5-10% ของค่างาน) เพื่อค้ำประกันคุณภาพงานหลังส่งมอบงานแล้ว 6 เดือน - 1 ปี และเพื่อใช้ซ่อมแซมกรณีมีข้อบกพร่อง
  • การประกันภัย: ระบุว่าฝ่ายใดเป็นผู้รับผิดชอบค่าประกันภัยการก่อสร้าง และประกันความเสียหายต่อบุคคลที่สาม
  • การเปลี่ยนแปลงงาน (Change Order): ระบุขั้นตอนและวิธีการตกลงกรณีมีการเพิ่มหรืองานลดจากแบบเดิม (อาจต้องมีเอกสารแนบท้ายสัญญา)
  • วัสดุอุปกรณ์: ระบุประเภท, คุณภาพ, และยี่ห้อของวัสดุหลักที่จะใช้ก่อสร้าง หรือระบุว่าเจ้าของงานเป็นผู้จัดหาวัสดุใดบ้าง
  • การบอกเลิกสัญญา: เงื่อนไขการบอกเลิกสัญญาของทั้งสองฝ่าย และการชดเชย/ค่าเสียหาย
  • ข้อพิพาท: กำหนดแนวทางการแก้ไขข้อพิพาท (เช่น การเจรจา, การประนีประนอม, การฟ้องร้อง)

5.4 ข้อกำหนดตามกฎหมายแรงงานที่เจ้าของงานควรรู้

แม้ว่าผู้รับเหมาจะเป็นนายจ้างโดยตรงของคนงาน แต่เจ้าของงานก็ควรมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับกฎหมายแรงงาน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น:

  • ความปลอดภัยในการทำงาน: เจ้าของงานมีส่วนรับผิดชอบในการดูแลให้ไซต์งานมีการติดตั้งมาตรการความปลอดภัยที่เพียงพอตามกฎหมาย
  • ประกันสังคมและสวัสดิการ: ผู้รับเหมามีหน้าที่จัดทำประกันสังคมและสวัสดิการให้แก่ลูกจ้าง หากผู้รับเหมาไม่ปฏิบัติตาม อาจมีผลกระทบถึงเจ้าของงานได้ในบางกรณี (โดยเฉพาะกรณีที่พิสูจน์ได้ว่าเจ้าของงานมีส่วนในการควบคุมดูแลคนงานโดยตรง)
  • การทำร้ายร่างกายหรือทรัพย์สิน: หากคนงานก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินหรือบุคคลภายนอก เจ้าของงานอาจต้องร่วมรับผิดชอบด้วย

5.5 สถานการณ์ตัวอย่าง: "คุณวิชัย" กับบทเรียนจากการสร้างโกดังสู่การสร้างบ้านในฝัน

  • คุณวิชัย: เจ้าของธุรกิจ SME ที่ประสบความสำเร็จ กำลังขยายกิจการและวางแผนสร้างบ้านหลังใหม่ให้ครอบครัว
  • โครงการที่ 1: โกดังเก็บสินค้าขนาดเล็ก (บทเรียนราคาแพง)
  • โครงการที่ 2: บ้านพักอาศัย 2 ชั้น (บทเรียนสู่ความสำเร็จ)

บทเรียนราคาแพง: การสร้างโกดังสินค้า

คุณวิชัยต้องการสร้างโกดังเก็บสินค้าอย่างรวดเร็วและในงบประมาณที่จำกัด เขาจึงตัดสินใจเลือกทางที่คิดว่า "ประหยัดและง่ายที่สุด"

  • การจ้างผู้ออกแบบ: คุณวิชัยเจอ "ฟรีแลนซ์รับเขียนแบบ" ในอินเทอร์เน็ตที่เสนอราคาถูกกว่าบริษัทสถาปนิกทั่วไปเกือบครึ่ง เขาจึงตกลงจ้างทันทีโดย ไม่ได้ตรวจสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และทำเพียงสัญญาจ้างงานง่ายๆ แค่หน้าเดียว
  • การจ้างผู้รับเหมา: เขาเลือก "ช่างสนิท" ที่คนรู้จักแนะนำ ตกลงราคากันด้วยวาจาและทำสัญญาจ้างที่ระบุเพียงยอดเงินรวมและระยะเวลาคร่าวๆ โดยไม่ได้ลงรายละเอียดเรื่อง งวดงาน, ค่าปรับ, หรือการค้ำประกันผลงาน

ปัญหาที่เกิดขึ้น:

  1. แบบขออนุญาตไม่ผ่าน: เมื่อนำแบบไปยื่นขออนุญาตที่เทศบาล เจ้าหน้าที่แจ้งว่าแบบไม่สามารถใช้ได้ เพราะผู้ออกแบบไม่มี ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุม ทำให้คุณวิชัยต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายหาคนที่มีใบอนุญาตมาเซ็นรับรองแบบใหม่ทั้งหมด
  2. งบประมาณบานปลาย: ระหว่างก่อสร้าง ผู้รับเหมาขอเบิกเงินเพิ่มสำหรับงานที่ "ไม่ได้ระบุไว้ในสัญญา" ซึ่งสัญญาที่ทำไว้ก็ไม่มีรายละเอียดขอบเขตงานที่ชัดเจนพอจะใช้อ้างอิงได้
  3. งานล่าช้าแต่ทำอะไรไม่ได้: โครงการล่าช้าไปกว่า 3 เดือน แต่ในสัญญาไม่ได้ระบุ ค่าปรับกรณีล่าช้า ไว้ ทำให้คุณวิชัยไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ เลย
  4. คุณภาพงานไม่ได้มาตรฐาน: หลังจากสร้างเสร็จได้ไม่นาน หลังคาโกดังก็เริ่มรั่วซึม แต่ในสัญญาไม่มีเงื่อนไข การค้ำประกันผลงาน (Warranty) ทำให้การตามตัวผู้รับเหมากลับมาแก้ไขเป็นเรื่องยากลำบาก

ผลลัพธ์: โกดังสร้างเสร็จ แต่ล่าช้า งบบานปลาย และเต็มไปด้วยปัญหาจุกจิก คุณวิชัยได้เรียนรู้บทเรียนราคาแพง

บทเรียนสู่ความสำเร็จ: การสร้างบ้านของครอบครัว

จากประสบการณ์ครั้งก่อน เมื่อถึงเวลาสร้างบ้านซึ่งเป็นโครงการสำคัญของชีวิต คุณวิชัยจึงรอบคอบและทำทุกอย่างตามขั้นตอนที่ถูกต้อง

  • การจ้างผู้ออกแบบ: คุณวิชัยเลือกจ้างบริษัทสถาปนิกที่มีชื่อเสียง ก่อนเซ็นสัญญา เขาได้ขอตรวจสอบ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ (ใบ ก.ส. และ ก.ว.) ของทั้งสถาปนิกและวิศวกรโครงสร้างจนมั่นใจ และได้ทำ สัญญาว่าจ้างผู้ออกแบบ ที่ระบุขอบเขตงาน, ค่าบริการ, และจำนวนครั้งที่แก้ไขแบบได้อย่างชัดเจน
  • การจ้างผู้รับเหมา: สถาปนิกได้ช่วยคุณวิชัยคัดเลือกผู้รับเหมามืออาชีพ และร่าง สัญญาว่าจ้างผู้รับเหมา ที่รัดกุม โดยมีรายละเอียดสำคัญครบถ้วน:
    • ขอบเขตงาน ที่อ้างอิงตามแบบก่อสร้างและรายการวัสดุ (BOQ)
    • การแบ่งจ่ายเงินตามงวดงาน ที่สอดคล้องกับความคืบหน้าจริง
    • กำหนดวันสิ้นสุดโครงการ ที่ชัดเจนพร้อม เงื่อนไขค่าปรับ หากล่าช้า
    • การหักเงินค้ำประกันผลงาน (Retention) 5% เป็นเวลา 1 ปี
    • ระบุยี่ห้อและรุ่นของวัสดุ ที่จะใช้ในสัญญา

ผลลัพธ์: การก่อสร้างบ้านดำเนินไปอย่างราบรื่น เมื่อมีปัญหาหน้างานก็สามารถแก้ไขได้ตามขั้นตอนที่ระบุในสัญญา โครงการเสร็จสิ้นตามกำหนดเวลาและอยู่ในงบประมาณที่ตั้งไว้ 8 เดือนต่อมาเมื่อพบปัญหาน้ำซึมที่ห้องน้ำ คุณวิชัยเพียงแจ้งผู้รับเหมา เขาก็ส่งทีมเข้ามาแก้ไขทันทีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพราะยังอยู่ในระยะ ค้ำประกันผลงาน

บทสรุปจากสถานการณ์: คุณวิชัยได้เข้าใจว่า การตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ออกแบบและการทำสัญญาที่รัดกุมไม่ใช่เรื่องยุ่งยากหรือเสียเวลา แต่เป็นการ "ลงทุนเพื่อความสบายใจ" และเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดในการปกป้องสิทธิ์ของเจ้าของโครงการ เพื่อให้การก่อสร้างสำเร็จลุล่วงอย่างมีคุณภาพและไร้ปัญหาข้อพิพาท

5.6 บทสรุป

การทำสัญญาว่าจ้างผู้ออกแบบและผู้รับเหมาอย่างรัดกุมและเป็นไปตามหลักกฎหมาย คือการลงทุนที่สำคัญที่สุดในการปกป้องผลประโยชน์ของคุณในฐานะเจ้าของโครงการ การตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ประกอบวิชาชีพ, การระบุขอบเขตงาน, ระยะเวลา, ค่าใช้จ่าย, และเงื่อนไขต่าง ๆ อย่างละเอียด จะช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาการทำงานล่าช้า, งบประมาณบานปลาย, คุณภาพงานไม่ได้มาตรฐาน, หรือข้อพิพาทที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้โครงการก่อสร้างของคุณสำเร็จลุล่วงได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

References

  • Architect Profession Act, B.E. 2542 (พระราชบัญญัติวิชาชีพสถาปัตยกรรม พ.ศ. 2542)
  • Engineer Profession Act, B.E. 2542 (พระราชบัญญัติวิชาชีพวิศวกรรม พ.ศ. 2542)
  • The Civil and Commercial Code (regarding Hire of Work) (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์)
  • The Labour Protection Act (พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน)
  • The Occupational Safety, Health and Environment Act (พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน)
//Get in touch

Discuss your project with our design team

( 02 )
Share the project type, site, and main objective. Too.architects will help review the starting direction and suitable scope before design begins.