Blog Banner Image
Author Name
Too Architects
Date
August 21, 2026

การขออนุญาตปลูกสร้างอาคารใหม่

กำลังวางแผนดัดแปลงอาคารในประเทศไทยใช่ไหม?การทำความเข้าใจคำนิยามทางกฎหมายของ"การดัดแปลง" และขั้นตอนการขออนุญาตที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งคู่มือนี้จะอธิบายกระบวนการ 8 ขั้นตอนที่จำเป็นตั้งแต่การประเมินขอบเขตงาน การว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญที่มีใบอนุญาตไปจนถึงการยื่นแบบฟอร์มที่ถูกต้อง (ข.1, น.4)และการขอใบรับรอง (อ.6) เพื่อช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงค่าปรับและรับประกันว่าโครงการของคุณจะปลอดภัยและเป็นไปตามข้อกำหนด

1. นิยามและขอบเขตของการปลูกสร้างอาคารใหม่

การปลูกสร้างอาคารใหม่ คือ กระบวนการสร้างสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่ไม่มีอาคารเดิมตั้งอยู่ หรือบนพื้นที่ที่รื้อถอนอาคารเดิมออกไปแล้ว ซึ่งจำเป็นต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายควบคุมอาคารอย่างเคร่งครัด เพื่อให้โครงการของคุณถูกต้อง ปลอดภัย และเป็นไปตามข้อกำหนดของผังเมือง

1.1 การปลูกสร้างอาคารใหม่ (New Construction):

หมายถึง การก่อสร้างอาคารขึ้นใหม่ทั้งหมดบนพื้นที่ว่างเปล่า หรือบนพื้นที่ที่เคยมีอาคารเดิมอยู่แต่ได้รื้อถอนออกไปแล้วจนสิ้นเชิง

1.2 ความแตกต่างจากการทำกิจกรรมอื่นๆ:

  • ไม่เหมือนการดัดแปลง/ต่อเติม: การปลูกสร้างใหม่เป็นการสร้างอาคารทั้งหลัง ไม่ใช่การปรับปรุงโครงสร้างหลัก เพิ่มพื้นที่ หรือเปลี่ยนแปลงส่วนใดส่วนหนึ่งของอาคารเดิม
  • ไม่เหมือนการรื้อถอน: แม้บางกรณีจะมีการรื้อถอนอาคารเก่าก่อน แต่จุดประสงค์หลักคือการสร้างอาคารใหม่ขึ้นมาทดแทน

2. กฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องโดยตรง

นอกเหนือจากพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทแล้ว การปลูกสร้างอาคารใหม่ยังต้องพิจารณากฎหมายและข้อกำหนดเฉพาะอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด

2.1 กฎกระทรวงที่ออกตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร:

ครอบคลุมรายละเอียดด้านเทคนิคและมาตรฐาน เช่น

  • ข้อกำหนดเกี่ยวกับโครงสร้างอาคาร ความมั่นคงแข็งแรง
  • ระบบป้องกันอัคคีภัย ทางหนีไฟ
  • การระบายอากาศ แสงสว่าง
  • ขนาดและลักษณะของบันได ทางลาดชัน
  • สุขลักษณะและสิ่งอำนวยความสะดวก

2.2 กฎหมายผังเมืองรวม (ตามพื้นที่ตั้ง):

เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องตรวจสอบตั้งแต่แรกเริ่ม เพราะมีผลโดยตรงต่อการออกแบบและขนาดของอาคาร

  • การใช้ประโยชน์ที่ดิน (สีผังเมือง): กำหนดว่าพื้นที่นั้นสามารถสร้างอาคารประเภทใดได้บ้าง
  • ความสูงของอาคาร: ข้อจำกัดความสูงสูงสุดที่อนุญาต
  • อัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน (FAR - Floor Area Ratio): กำหนดปริมาณพื้นที่ใช้สอยรวมของอาคารที่สร้างได้เมื่อเทียบกับขนาดที่ดิน
  • อัตราส่วนพื้นที่ว่างต่อพื้นที่อาคารรวม (OSR - Open Space Ratio): กำหนดสัดส่วนของพื้นที่ว่างที่ต้องคงไว้บนที่ดิน
  • ระยะร่น (Setback): ระยะห่างจากแนวเขตที่ดิน ถนนสาธารณะ หรืออาคารข้างเคียง

2.3 ข้อบัญญัติท้องถิ่น/เทศบัญญัติ/ข้อกำหนดของกรุงเทพมหานคร:

อาจมีข้อกำหนดเพิ่มเติมที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ ซึ่งต้องตรวจสอบกับหน่วยงานท้องถิ่นโดยตรง

3. ขั้นตอนการยื่นขออนุญาตปลูกสร้างอาคารใหม่

กระบวนการขออนุญาตปลูกสร้างอาคารใหม่โดยทั่วไปมีลำดับขั้นตอนดังนี้:

3.1 การตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นและข้อจำกัดของที่ดิน:

  • ตรวจสอบผังเมืองรวม: ศึกษาแผนผังการใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตที่ตั้งของที่ดิน เพื่อยืนยันประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินที่อนุญาตและข้อจำกัดต่าง ๆ (เช่น FAR, OSR, ระยะร่น)
  • ตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ที่ดิน (โฉนด): ตรวจสอบขอบเขตที่ดิน ขนาดที่ดิน และข้อจำกัดหรือภาระจำยอมที่อาจมีบันทึกไว้ในโฉนด

3.2 การว่าจ้างสถาปนิกและวิศวกร:

  • ว่าจ้างสถาปนิกที่ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เพื่อออกแบบอาคารให้สอดคล้องกับความต้องการของเจ้าของ และเป็นไปตามหลักสถาปัตยกรรมและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
  • ว่าจ้างวิศวกรโยธาที่ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เพื่อออกแบบโครงสร้างอาคารและคำนวณความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้าง

3.3 การจัดเตรียมเอกสารประกอบการยื่นคำขอ:

  • รวบรวมเอกสารส่วนตัว เอกสารสิทธิ์ที่ดิน และแบบแปลนที่ได้รับการรับรองจากสถาปนิกและวิศวกร

3.4 การยื่นคำขออนุญาต:

  • นำเอกสารทั้งหมดไปยื่นต่อ เจ้าพนักงานท้องถิ่นสำนักงานเขต (ในกรุงเทพมหานคร) หรือ สำนักงานเทศบาล/องค์การบริหารส่วนตำบล (ในต่างจังหวัด) ที่อาคารตั้งอยู่

3.5 การพิจารณาตรวจสอบแบบแปลนและเอกสาร:

  • เจ้าพนักงานจะทำการตรวจสอบแบบแปลนและเอกสารว่าถูกต้องตามกฎหมายควบคุมอาคาร ผังเมือง และข้อกำหนดอื่น ๆ หรือไม่
  • หากมีข้อบกพร่องหรือข้อแก้ไข เจ้าพนักงานจะแจ้งให้ผู้ขอแก้ไขแบบแปลนหรือจัดหาเอกสารเพิ่มเติม

3.6 การชำระค่าธรรมเนียม:

  • เมื่อแบบแปลนและเอกสารถูกต้องครบถ้วน เจ้าพนักงานจะแจ้งจำนวนค่าธรรมเนียมในการออกใบอนุญาตให้ทราบ

3.7 การรับใบอนุญาต:

  • เมื่อชำระค่าธรรมเนียมเรียบร้อยแล้ว เจ้าพนักงานจะออก ใบอนุญาตก่อสร้าง (แบบ อ.1) ให้แก่ผู้ขอ

3.8 การแจ้งเริ่มดำเนินการก่อสร้าง:

  • ก่อนเริ่มงานก่อสร้าง เจ้าของหรือผู้ควบคุมงานจะต้องแจ้งเจ้าพนักงานท้องถิ่นเพื่อแจ้งเริ่มดำเนินการก่อสร้างตามที่ระบุในใบอนุญาต

4. เอกสารที่ต้องใช้ในการยื่นขออนุญาตปลูกสร้างอาคาร

การเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนและถูกต้องเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อให้กระบวนการพิจารณาอนุญาตเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยสามารถแบ่งเอกสารที่ต้องจัดเตรียมออกเป็น 4 หมวดหมู่หลัก ดังนี้

4.1 เอกสารเกี่ยวกับบุคคล

เป็นเอกสารเพื่อแสดงตนและสิทธิ์ของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการขออนุญาต

  • 4.1.1 คำขออนุญาต (แบบ ข.1): แบบฟอร์มคำขออนุญาตปลูกสร้างอาคารจากหน่วยงานราชการท้องถิ่น
  • 4.1.2 สำเนาบัตรประชาชน และ สำเนาทะเบียนบ้าน: ของผู้ขออนุญาต และของเจ้าของที่ดิน (กรณีเป็นคนละบุคคลกัน) พร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง
  • 4.1.3 หนังสือแสดงความยินยอมของเจ้าของที่ดิน: (กรณีผู้ขออนุญาตไม่ใช่เจ้าของที่ดิน)
  • 4.1.4 หนังสือมอบอำนาจ: (กรณีที่เจ้าของอาคารไม่ได้มาดำเนินการยื่นคำขอด้วยตนเอง) พร้อมแนบสำเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ

4.2 เอกสารเกี่ยวกับที่ดิน

เป็นเอกสารเพื่อแสดงกรรมสิทธิ์และขอบเขตของที่ดินที่จะทำการก่อสร้าง

  • 4.2.1 สำเนาโฉนดที่ดิน หรือเอกสารสิทธิ์อื่นๆ: ต้องถ่ายสำเนาครบทุกหน้า และให้เจ้าของที่ดินรับรองสำเนาถูกต้อง
  • 4.2.2 รูปถ่ายสภาพปัจจุบันของที่ดิน: แสดงให้เห็นบริเวณที่จะทำการก่อสร้าง (บางท้องที่อาจร้องขอเพื่อประกอบการพิจารณา)

4.3 เอกสารการออกแบบ (แบบแปลนก่อสร้าง)

เป็นเอกสารทางเทคนิคที่แสดงรายละเอียดทั้งหมดของอาคารที่จะก่อสร้าง

  • 4.3.1 แบบแปลนสถาปัตยกรรม: แบบแปลนที่แสดงการจัดวางพื้นที่ใช้สอย รูปด้าน รูปตัด และรูปทรงโดยรวมของอาคาร
  • 4.3.2 แบบแปลนวิศวกรรมโครงสร้าง: แบบแปลนที่แสดงรายละเอียดฐานราก เสา คาน พร้อมรายการคำนวณโครงสร้าง ซึ่งต้องได้รับการรับรองโดยวิศวกรโยธา
  • 4.3.3 แบบแปลนวิศวกรรมระบบ: แบบที่แสดงรายละเอียดของระบบไฟฟ้า ระบบสุขาภิบาล (ประปาและการระบายน้ำ) และระบบอื่นๆ ที่จำเป็นตามขนาดและประเภทของอาคาร

4.4 เอกสารรับรองจากผู้ประกอบวิชาชีพ

เป็นเอกสารเพื่อยืนยันความถูกต้องและความปลอดภัยของการออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ

  • 4.4.1 หนังสือรับรองจากสถาปนิกและวิศวกร: หนังสือรับรองว่าเป็นผู้ออกแบบและควบคุมงานในสาขาที่ตนรับผิดชอบ
  • 4.4.2 สำเนาใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ: สำเนาใบ ก.ส. (สถาปนิก) และ ก.ว. (วิศวกร) ที่ยังไม่หมดอายุ พร้อมลงนามรับรองสำเนาถูกต้อง

ข้อควรจำ: การเตรียมเอกสารทั้งหมดให้ครบถ้วนและถูกต้องตั้งแต่ครั้งแรก จะช่วยลดความเสี่ยงที่คำขอจะถูกตีกลับหรือเกิดความล่าช้าในการอนุมัติได้อย่างมีนัยสำคัญ

5. ระยะเวลาดำเนินการและค่าธรรมเนียมโดยประมาณ

ตามกฎหมาย (พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร มาตรา 27) เจ้าพนักงานท้องถิ่นจะตรวจพิจารณาและแจ้งผลให้ผู้ยื่นคำขอทราบภายใน 45 วัน นับแต่วันที่ได้รับเอกสารครบถ้วนและถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม เจ้าพนักงานสามารถขอขยายระยะเวลาได้อีก 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 45 วัน ในทางปฏิบัติระยะเวลาจึงอาจยาวนานกว่า 45 วัน ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของโครงการและปริมาณงานของเจ้าหน้าที่ในแต่ละท้องที่

5.1 ค่าธรรมเนียมโดยประมาณ แบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก

5.1.1 ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตก่อสร้าง (ค่าธรรมเนียมแบบ อ.1)

  • กรณีทั่วไป (บ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม อาคารพาณิชย์)
    ค่าธรรมเนียมประมาณ 200 บาทต่อใบอนุญาต

  • บ้านขนาดเล็ก (พื้นที่ไม่เกิน 150 ตร.ม. และสูงไม่เกิน 2 ชั้น)
    20 บาทต่อใบอนุญาต (พื้นที่ขนาดเล็กบางท้องถิ่นยังคงใช้อัตรานี้ตามกฎกระทรวงเดิม)

5.1.2 ค่าธรรมเนียมตรวจแบบแปลน (คิดตามพื้นที่ใช้สอยเป็นตารางเมตร)

  • บ้านพักอาศัยขนาดเล็ก
    เริ่มต้น 0.50 - 2 บาท/ตร.ม.

  • อาคารทั่วไป เช่น บ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม พาณิชย์ทั่วไป
    ประมาณ 2 - 4 บาท/ตร.ม.

  • อาคารขนาดใหญ่ หรือมีน้ำหนักบรรทุกมาก เช่น โรงงาน
    อาจมีค่าธรรมเนียมประมาณ 4 บาท/ตร.ม.

  • อาคารพิเศษ หรือซับซ้อน
    ค่าธรรมเนียมอาจสูงถึง ไม่เกิน 8 บาท/ตร.ม. ตามข้อบัญญัติท้องถิ่นที่มีผลบังคับใช้ในแต่ละพื้นที่

หมายเหตุสำคัญ:

  • อัตราค่าธรรมเนียมตรวจแบบแปลนขึ้นอยู่กับขนาดอาคาร พื้นที่ใช้สอย ความสูง และน้ำหนักบรรทุก
  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบางแห่งอาจมี เทศบัญญัติ หรือ ข้อบัญญัติเพิ่มเติม กำหนดอัตราขั้นต่ำ แต่จะต้องไม่เกินเพดานสูงสุดที่กฎหมายกลางกำหนด

6. ข้อควรระวังและสิ่งที่ต้องรู้ก่อนเริ่มโครงการ

  • ความสมบูรณ์ของแบบแปลน
    แบบแปลนที่ยื่นต้องละเอียด ครบถ้วน และเป็นไปตามกฎหมายทุกข้อ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตีกลับให้แก้ไข ซึ่งจะทำให้กระบวนการล่าช้า

  • การเปลี่ยนแปลงกฎหมาย
    กฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างอาจมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานราชการก่อนเริ่มดำเนินการ

  • ปัญหาเรื่องที่ดิน
    ตรวจสอบแนวเขตที่ดินอย่างละเอียด ภาระจำยอม หรือข้อจำกัดอื่น ๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการก่อสร้าง (เช่น ที่ดินตาบอด ไม่มีทางเข้า-ออก)

  • การควบคุมงานก่อสร้าง
    ต้องมีผู้ควบคุมงานที่ได้รับใบอนุญาต (มักเป็นสถาปนิกหรือวิศวกร) เพื่อควบคุมให้การก่อสร้างเป็นไปตามแบบที่ได้รับอนุญาตและมาตรฐานทางวิศวกรรม

  • การแจ้งขอเลขที่บ้าน/ทะเบียนบ้าน
    เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จและได้รับใบรับรองการก่อสร้างอาคาร (แบบ อ.6) แล้ว เจ้าของจะต้องดำเนินการขอเลขที่บ้านและทะเบียนบ้านต่อไป

7. ตัวอย่างสถานการณ์การปลูกสร้างบ้านพักอาศัยบนที่ดินเปล่าของนายสมชาย

นายสมชายเป็นเจ้าของที่ดินเปล่าขนาด 100 ตารางวา (400 ตารางเมตร) ในเขตเทศบาลเมือง โดยผังเมืองกำหนดให้เป็นพื้นที่สีเหลืองสำหรับที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย ซึ่งมีข้อกำหนดหลักคือ ความสูงอาคารไม่เกิน 15 เมตร, FAR ไม่เกิน 3 เท่า และ OSR ประมาณ 10% รวมถึงมีระยะร่นที่ดินที่ชัดเจน

นายสมชายวางแผนสร้างบ้านเดี่ยว 2 ชั้น ขนาด 180 ตารางเมตร และดำเนินตามขั้นตอนดังนี้:

7.1 การตรวจสอบและยืนยันข้อกำหนดผังเมือง

นายสมชายปรึกษาสถาปนิกเพื่อตรวจสอบข้อกำหนดผังเมืองและยืนยันว่าบ้านของเขาสามารถสร้างได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด โดย:

  • ความสูงอาคาร (2 ชั้น) สอดคล้องกับข้อกำหนด 15 เมตร
  • FAR สูงสุด 1,200 ตร.ม. (3 x 400 ตร.ม.) เพียงพอสำหรับบ้าน 180 ตร.ม.
  • OSR ไม่น้อยกว่า 10% หรือประมาณ 18 ตร.ม. สำหรับพื้นที่ว่างของบ้าน
  • ระยะร่น ด้านข้างและด้านหลัง 2 เมตร (สำหรับผนังมีช่องเปิด) และด้านหน้าจากถนนสาธารณะ 3 เมตร

7.2 การว่าจ้างและออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ

นายสมชายว่าจ้าง สถาปนิกและวิศวกร เพื่อออกแบบบ้านให้ถูกต้องตามข้อกำหนดผังเมืองและกฎหมายควบคุมอาคาร โดยทีมงานได้วางแผนตำแหน่งบ้านและออกแบบระบบต่างๆ เพื่อความปลอดภัยและเป็นไปตามมาตรฐาน

7.3 การเตรียมและยื่นเอกสารขออนุญาต

นายสมชายและทีมงานรวบรวมเอกสารที่จำเป็น เช่น สำเนาโฉนดที่ดิน, สำเนาบัตรประชาชน, แบบแปลนก่อสร้างที่รับรองโดยสถาปนิกและวิศวกร, รายการคำนวณโครงสร้าง, หนังสือรับรองการเป็นสมาชิกวิชาชีพ และ แบบคำขออนุญาตก่อสร้าง (แบบ อ.1) จากนั้นนำเอกสารทั้งหมดไปยื่นที่สำนักงานเทศบาล ซึ่งเจ้าพนักงานจะใช้เวลาประมาณ 45 วันทำการในการตรวจสอบ

7.4 ค่าธรรมเนียมและการอนุมัติ

ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตก่อสร้างรวมถึงค่าธรรมเนียมตรวจแบบแปลนสำหรับบ้านของนายสมชายอยู่ที่ประมาณ 290 บาท (ค่าใบอนุญาต 200 บาท + ค่าตรวจแบบ 90 บาท) ซึ่งเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด

7.5 การเริ่มดำเนินการก่อสร้าง

หลังจากได้รับใบอนุญาต นายสมชายจะแจ้งเริ่มก่อสร้าง และให้สถาปนิกและวิศวกรผู้ควบคุมงานดูแลการก่อสร้างอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เป็นไปตามแบบและข้อกำหนดที่ได้รับอนุญาตอย่างเคร่งครัด
สถานการณ์ของนายสมชายแสดงให้เห็นถึงขั้นตอนที่จำเป็นและถูกต้องในการปลูกสร้างบ้านพักอาศัยบนที่ดินเปล่า โดยเน้นความสำคัญของการปฏิบัติตามข้อกำหนดผังเมืองและกฎหมายควบคุมอาคาร เพื่อให้การก่อสร้างเป็นไปอย่างราบรื่นและถูกต้องตามกฎหมาย.
การขออนุญาตปลูกสร้างอาคารใหม่เป็นขั้นตอนสำคัญที่ต้องอาศัยทั้งความถูกต้องของแบบก่อสร้างและความเข้าใจในข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การวางแผนตั้งแต่ต้นร่วมกับทีมออกแบบที่มีประสบการณ์ จะช่วยให้การดำเนินการเป็นไปอย่างราบรื่นและลดความเสี่ยงที่ไม่คาดคิด
หากคุณกำลังเริ่มต้นวางแผนสร้างบ้านหรืออาคารใหม่ และต้องการข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการออกแบบและการยื่นขออนุญาต ทางเรายินดีพูดคุยเพื่อช่วยวางแนวทางที่เหมาะสมกับโครงการของคุณ

References

  • Building Control Act, B.E. 2522 (พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522)
  • Ministerial Regulation No. 7 (B.E. 2549) issued under the Building Control Act (กฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2549))
  • Comprehensive Urban Planning Law (กฎหมายผังเมืองรวม)
  • Relevant Local Ordinances (ข้อบัญญัติท้องถิ่น)

กำลังวางแผนดัดแปลงอาคารในประเทศไทยใช่ไหม?การทำความเข้าใจคำนิยามทางกฎหมายของ"การดัดแปลง" และขั้นตอนการขออนุญาตที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งคู่มือนี้จะอธิบายกระบวนการ 8 ขั้นตอนที่จำเป็นตั้งแต่การประเมินขอบเขตงาน การว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญที่มีใบอนุญาตไปจนถึงการยื่นแบบฟอร์มที่ถูกต้อง (ข.1, น.4)และการขอใบรับรอง (อ.6) เพื่อช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงค่าปรับและรับประกันว่าโครงการของคุณจะปลอดภัยและเป็นไปตามข้อกำหนด

1. นิยามและขอบเขตของการปลูกสร้างอาคารใหม่

การปลูกสร้างอาคารใหม่ คือ กระบวนการสร้างสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่ไม่มีอาคารเดิมตั้งอยู่ หรือบนพื้นที่ที่รื้อถอนอาคารเดิมออกไปแล้ว ซึ่งจำเป็นต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายควบคุมอาคารอย่างเคร่งครัด เพื่อให้โครงการของคุณถูกต้อง ปลอดภัย และเป็นไปตามข้อกำหนดของผังเมือง

1.1 การปลูกสร้างอาคารใหม่ (New Construction):

หมายถึง การก่อสร้างอาคารขึ้นใหม่ทั้งหมดบนพื้นที่ว่างเปล่า หรือบนพื้นที่ที่เคยมีอาคารเดิมอยู่แต่ได้รื้อถอนออกไปแล้วจนสิ้นเชิง

1.2 ความแตกต่างจากการทำกิจกรรมอื่นๆ:

  • ไม่เหมือนการดัดแปลง/ต่อเติม: การปลูกสร้างใหม่เป็นการสร้างอาคารทั้งหลัง ไม่ใช่การปรับปรุงโครงสร้างหลัก เพิ่มพื้นที่ หรือเปลี่ยนแปลงส่วนใดส่วนหนึ่งของอาคารเดิม
  • ไม่เหมือนการรื้อถอน: แม้บางกรณีจะมีการรื้อถอนอาคารเก่าก่อน แต่จุดประสงค์หลักคือการสร้างอาคารใหม่ขึ้นมาทดแทน

2. กฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องโดยตรง

นอกเหนือจากพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทแล้ว การปลูกสร้างอาคารใหม่ยังต้องพิจารณากฎหมายและข้อกำหนดเฉพาะอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด

2.1 กฎกระทรวงที่ออกตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร:

ครอบคลุมรายละเอียดด้านเทคนิคและมาตรฐาน เช่น

  • ข้อกำหนดเกี่ยวกับโครงสร้างอาคาร ความมั่นคงแข็งแรง
  • ระบบป้องกันอัคคีภัย ทางหนีไฟ
  • การระบายอากาศ แสงสว่าง
  • ขนาดและลักษณะของบันได ทางลาดชัน
  • สุขลักษณะและสิ่งอำนวยความสะดวก

2.2 กฎหมายผังเมืองรวม (ตามพื้นที่ตั้ง):

เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องตรวจสอบตั้งแต่แรกเริ่ม เพราะมีผลโดยตรงต่อการออกแบบและขนาดของอาคาร

  • การใช้ประโยชน์ที่ดิน (สีผังเมือง): กำหนดว่าพื้นที่นั้นสามารถสร้างอาคารประเภทใดได้บ้าง
  • ความสูงของอาคาร: ข้อจำกัดความสูงสูงสุดที่อนุญาต
  • อัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน (FAR - Floor Area Ratio): กำหนดปริมาณพื้นที่ใช้สอยรวมของอาคารที่สร้างได้เมื่อเทียบกับขนาดที่ดิน
  • อัตราส่วนพื้นที่ว่างต่อพื้นที่อาคารรวม (OSR - Open Space Ratio): กำหนดสัดส่วนของพื้นที่ว่างที่ต้องคงไว้บนที่ดิน
  • ระยะร่น (Setback): ระยะห่างจากแนวเขตที่ดิน ถนนสาธารณะ หรืออาคารข้างเคียง

2.3 ข้อบัญญัติท้องถิ่น/เทศบัญญัติ/ข้อกำหนดของกรุงเทพมหานคร:

อาจมีข้อกำหนดเพิ่มเติมที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ ซึ่งต้องตรวจสอบกับหน่วยงานท้องถิ่นโดยตรง

3. ขั้นตอนการยื่นขออนุญาตปลูกสร้างอาคารใหม่

กระบวนการขออนุญาตปลูกสร้างอาคารใหม่โดยทั่วไปมีลำดับขั้นตอนดังนี้:

3.1 การตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นและข้อจำกัดของที่ดิน:

  • ตรวจสอบผังเมืองรวม: ศึกษาแผนผังการใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตที่ตั้งของที่ดิน เพื่อยืนยันประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินที่อนุญาตและข้อจำกัดต่าง ๆ (เช่น FAR, OSR, ระยะร่น)
  • ตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ที่ดิน (โฉนด): ตรวจสอบขอบเขตที่ดิน ขนาดที่ดิน และข้อจำกัดหรือภาระจำยอมที่อาจมีบันทึกไว้ในโฉนด

3.2 การว่าจ้างสถาปนิกและวิศวกร:

  • ว่าจ้างสถาปนิกที่ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เพื่อออกแบบอาคารให้สอดคล้องกับความต้องการของเจ้าของ และเป็นไปตามหลักสถาปัตยกรรมและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
  • ว่าจ้างวิศวกรโยธาที่ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เพื่อออกแบบโครงสร้างอาคารและคำนวณความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้าง

3.3 การจัดเตรียมเอกสารประกอบการยื่นคำขอ:

  • รวบรวมเอกสารส่วนตัว เอกสารสิทธิ์ที่ดิน และแบบแปลนที่ได้รับการรับรองจากสถาปนิกและวิศวกร

3.4 การยื่นคำขออนุญาต:

  • นำเอกสารทั้งหมดไปยื่นต่อ เจ้าพนักงานท้องถิ่นสำนักงานเขต (ในกรุงเทพมหานคร) หรือ สำนักงานเทศบาล/องค์การบริหารส่วนตำบล (ในต่างจังหวัด) ที่อาคารตั้งอยู่

3.5 การพิจารณาตรวจสอบแบบแปลนและเอกสาร:

  • เจ้าพนักงานจะทำการตรวจสอบแบบแปลนและเอกสารว่าถูกต้องตามกฎหมายควบคุมอาคาร ผังเมือง และข้อกำหนดอื่น ๆ หรือไม่
  • หากมีข้อบกพร่องหรือข้อแก้ไข เจ้าพนักงานจะแจ้งให้ผู้ขอแก้ไขแบบแปลนหรือจัดหาเอกสารเพิ่มเติม

3.6 การชำระค่าธรรมเนียม:

  • เมื่อแบบแปลนและเอกสารถูกต้องครบถ้วน เจ้าพนักงานจะแจ้งจำนวนค่าธรรมเนียมในการออกใบอนุญาตให้ทราบ

3.7 การรับใบอนุญาต:

  • เมื่อชำระค่าธรรมเนียมเรียบร้อยแล้ว เจ้าพนักงานจะออก ใบอนุญาตก่อสร้าง (แบบ อ.1) ให้แก่ผู้ขอ

3.8 การแจ้งเริ่มดำเนินการก่อสร้าง:

  • ก่อนเริ่มงานก่อสร้าง เจ้าของหรือผู้ควบคุมงานจะต้องแจ้งเจ้าพนักงานท้องถิ่นเพื่อแจ้งเริ่มดำเนินการก่อสร้างตามที่ระบุในใบอนุญาต

4. เอกสารที่ต้องใช้ในการยื่นขออนุญาตปลูกสร้างอาคาร

การเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนและถูกต้องเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อให้กระบวนการพิจารณาอนุญาตเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยสามารถแบ่งเอกสารที่ต้องจัดเตรียมออกเป็น 4 หมวดหมู่หลัก ดังนี้

4.1 เอกสารเกี่ยวกับบุคคล

เป็นเอกสารเพื่อแสดงตนและสิทธิ์ของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการขออนุญาต

  • 4.1.1 คำขออนุญาต (แบบ ข.1): แบบฟอร์มคำขออนุญาตปลูกสร้างอาคารจากหน่วยงานราชการท้องถิ่น
  • 4.1.2 สำเนาบัตรประชาชน และ สำเนาทะเบียนบ้าน: ของผู้ขออนุญาต และของเจ้าของที่ดิน (กรณีเป็นคนละบุคคลกัน) พร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง
  • 4.1.3 หนังสือแสดงความยินยอมของเจ้าของที่ดิน: (กรณีผู้ขออนุญาตไม่ใช่เจ้าของที่ดิน)
  • 4.1.4 หนังสือมอบอำนาจ: (กรณีที่เจ้าของอาคารไม่ได้มาดำเนินการยื่นคำขอด้วยตนเอง) พร้อมแนบสำเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ

4.2 เอกสารเกี่ยวกับที่ดิน

เป็นเอกสารเพื่อแสดงกรรมสิทธิ์และขอบเขตของที่ดินที่จะทำการก่อสร้าง

  • 4.2.1 สำเนาโฉนดที่ดิน หรือเอกสารสิทธิ์อื่นๆ: ต้องถ่ายสำเนาครบทุกหน้า และให้เจ้าของที่ดินรับรองสำเนาถูกต้อง
  • 4.2.2 รูปถ่ายสภาพปัจจุบันของที่ดิน: แสดงให้เห็นบริเวณที่จะทำการก่อสร้าง (บางท้องที่อาจร้องขอเพื่อประกอบการพิจารณา)

4.3 เอกสารการออกแบบ (แบบแปลนก่อสร้าง)

เป็นเอกสารทางเทคนิคที่แสดงรายละเอียดทั้งหมดของอาคารที่จะก่อสร้าง

  • 4.3.1 แบบแปลนสถาปัตยกรรม: แบบแปลนที่แสดงการจัดวางพื้นที่ใช้สอย รูปด้าน รูปตัด และรูปทรงโดยรวมของอาคาร
  • 4.3.2 แบบแปลนวิศวกรรมโครงสร้าง: แบบแปลนที่แสดงรายละเอียดฐานราก เสา คาน พร้อมรายการคำนวณโครงสร้าง ซึ่งต้องได้รับการรับรองโดยวิศวกรโยธา
  • 4.3.3 แบบแปลนวิศวกรรมระบบ: แบบที่แสดงรายละเอียดของระบบไฟฟ้า ระบบสุขาภิบาล (ประปาและการระบายน้ำ) และระบบอื่นๆ ที่จำเป็นตามขนาดและประเภทของอาคาร

4.4 เอกสารรับรองจากผู้ประกอบวิชาชีพ

เป็นเอกสารเพื่อยืนยันความถูกต้องและความปลอดภัยของการออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ

  • 4.4.1 หนังสือรับรองจากสถาปนิกและวิศวกร: หนังสือรับรองว่าเป็นผู้ออกแบบและควบคุมงานในสาขาที่ตนรับผิดชอบ
  • 4.4.2 สำเนาใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ: สำเนาใบ ก.ส. (สถาปนิก) และ ก.ว. (วิศวกร) ที่ยังไม่หมดอายุ พร้อมลงนามรับรองสำเนาถูกต้อง

ข้อควรจำ: การเตรียมเอกสารทั้งหมดให้ครบถ้วนและถูกต้องตั้งแต่ครั้งแรก จะช่วยลดความเสี่ยงที่คำขอจะถูกตีกลับหรือเกิดความล่าช้าในการอนุมัติได้อย่างมีนัยสำคัญ

5. ระยะเวลาดำเนินการและค่าธรรมเนียมโดยประมาณ

ตามกฎหมาย (พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร มาตรา 27) เจ้าพนักงานท้องถิ่นจะตรวจพิจารณาและแจ้งผลให้ผู้ยื่นคำขอทราบภายใน 45 วัน นับแต่วันที่ได้รับเอกสารครบถ้วนและถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม เจ้าพนักงานสามารถขอขยายระยะเวลาได้อีก 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 45 วัน ในทางปฏิบัติระยะเวลาจึงอาจยาวนานกว่า 45 วัน ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของโครงการและปริมาณงานของเจ้าหน้าที่ในแต่ละท้องที่

5.1 ค่าธรรมเนียมโดยประมาณ แบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก

5.1.1 ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตก่อสร้าง (ค่าธรรมเนียมแบบ อ.1)

  • กรณีทั่วไป (บ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม อาคารพาณิชย์)
    ค่าธรรมเนียมประมาณ 200 บาทต่อใบอนุญาต

  • บ้านขนาดเล็ก (พื้นที่ไม่เกิน 150 ตร.ม. และสูงไม่เกิน 2 ชั้น)
    20 บาทต่อใบอนุญาต (พื้นที่ขนาดเล็กบางท้องถิ่นยังคงใช้อัตรานี้ตามกฎกระทรวงเดิม)

5.1.2 ค่าธรรมเนียมตรวจแบบแปลน (คิดตามพื้นที่ใช้สอยเป็นตารางเมตร)

  • บ้านพักอาศัยขนาดเล็ก
    เริ่มต้น 0.50 - 2 บาท/ตร.ม.

  • อาคารทั่วไป เช่น บ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม พาณิชย์ทั่วไป
    ประมาณ 2 - 4 บาท/ตร.ม.

  • อาคารขนาดใหญ่ หรือมีน้ำหนักบรรทุกมาก เช่น โรงงาน
    อาจมีค่าธรรมเนียมประมาณ 4 บาท/ตร.ม.

  • อาคารพิเศษ หรือซับซ้อน
    ค่าธรรมเนียมอาจสูงถึง ไม่เกิน 8 บาท/ตร.ม. ตามข้อบัญญัติท้องถิ่นที่มีผลบังคับใช้ในแต่ละพื้นที่

หมายเหตุสำคัญ:

  • อัตราค่าธรรมเนียมตรวจแบบแปลนขึ้นอยู่กับขนาดอาคาร พื้นที่ใช้สอย ความสูง และน้ำหนักบรรทุก
  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบางแห่งอาจมี เทศบัญญัติ หรือ ข้อบัญญัติเพิ่มเติม กำหนดอัตราขั้นต่ำ แต่จะต้องไม่เกินเพดานสูงสุดที่กฎหมายกลางกำหนด

6. ข้อควรระวังและสิ่งที่ต้องรู้ก่อนเริ่มโครงการ

  • ความสมบูรณ์ของแบบแปลน
    แบบแปลนที่ยื่นต้องละเอียด ครบถ้วน และเป็นไปตามกฎหมายทุกข้อ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตีกลับให้แก้ไข ซึ่งจะทำให้กระบวนการล่าช้า

  • การเปลี่ยนแปลงกฎหมาย
    กฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างอาจมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานราชการก่อนเริ่มดำเนินการ

  • ปัญหาเรื่องที่ดิน
    ตรวจสอบแนวเขตที่ดินอย่างละเอียด ภาระจำยอม หรือข้อจำกัดอื่น ๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการก่อสร้าง (เช่น ที่ดินตาบอด ไม่มีทางเข้า-ออก)

  • การควบคุมงานก่อสร้าง
    ต้องมีผู้ควบคุมงานที่ได้รับใบอนุญาต (มักเป็นสถาปนิกหรือวิศวกร) เพื่อควบคุมให้การก่อสร้างเป็นไปตามแบบที่ได้รับอนุญาตและมาตรฐานทางวิศวกรรม

  • การแจ้งขอเลขที่บ้าน/ทะเบียนบ้าน
    เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จและได้รับใบรับรองการก่อสร้างอาคาร (แบบ อ.6) แล้ว เจ้าของจะต้องดำเนินการขอเลขที่บ้านและทะเบียนบ้านต่อไป

7. ตัวอย่างสถานการณ์การปลูกสร้างบ้านพักอาศัยบนที่ดินเปล่าของนายสมชาย

นายสมชายเป็นเจ้าของที่ดินเปล่าขนาด 100 ตารางวา (400 ตารางเมตร) ในเขตเทศบาลเมือง โดยผังเมืองกำหนดให้เป็นพื้นที่สีเหลืองสำหรับที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย ซึ่งมีข้อกำหนดหลักคือ ความสูงอาคารไม่เกิน 15 เมตร, FAR ไม่เกิน 3 เท่า และ OSR ประมาณ 10% รวมถึงมีระยะร่นที่ดินที่ชัดเจน

นายสมชายวางแผนสร้างบ้านเดี่ยว 2 ชั้น ขนาด 180 ตารางเมตร และดำเนินตามขั้นตอนดังนี้:

7.1 การตรวจสอบและยืนยันข้อกำหนดผังเมือง

นายสมชายปรึกษาสถาปนิกเพื่อตรวจสอบข้อกำหนดผังเมืองและยืนยันว่าบ้านของเขาสามารถสร้างได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด โดย:

  • ความสูงอาคาร (2 ชั้น) สอดคล้องกับข้อกำหนด 15 เมตร
  • FAR สูงสุด 1,200 ตร.ม. (3 x 400 ตร.ม.) เพียงพอสำหรับบ้าน 180 ตร.ม.
  • OSR ไม่น้อยกว่า 10% หรือประมาณ 18 ตร.ม. สำหรับพื้นที่ว่างของบ้าน
  • ระยะร่น ด้านข้างและด้านหลัง 2 เมตร (สำหรับผนังมีช่องเปิด) และด้านหน้าจากถนนสาธารณะ 3 เมตร

7.2 การว่าจ้างและออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ

นายสมชายว่าจ้าง สถาปนิกและวิศวกร เพื่อออกแบบบ้านให้ถูกต้องตามข้อกำหนดผังเมืองและกฎหมายควบคุมอาคาร โดยทีมงานได้วางแผนตำแหน่งบ้านและออกแบบระบบต่างๆ เพื่อความปลอดภัยและเป็นไปตามมาตรฐาน

7.3 การเตรียมและยื่นเอกสารขออนุญาต

นายสมชายและทีมงานรวบรวมเอกสารที่จำเป็น เช่น สำเนาโฉนดที่ดิน, สำเนาบัตรประชาชน, แบบแปลนก่อสร้างที่รับรองโดยสถาปนิกและวิศวกร, รายการคำนวณโครงสร้าง, หนังสือรับรองการเป็นสมาชิกวิชาชีพ และ แบบคำขออนุญาตก่อสร้าง (แบบ อ.1) จากนั้นนำเอกสารทั้งหมดไปยื่นที่สำนักงานเทศบาล ซึ่งเจ้าพนักงานจะใช้เวลาประมาณ 45 วันทำการในการตรวจสอบ

7.4 ค่าธรรมเนียมและการอนุมัติ

ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตก่อสร้างรวมถึงค่าธรรมเนียมตรวจแบบแปลนสำหรับบ้านของนายสมชายอยู่ที่ประมาณ 290 บาท (ค่าใบอนุญาต 200 บาท + ค่าตรวจแบบ 90 บาท) ซึ่งเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด

7.5 การเริ่มดำเนินการก่อสร้าง

หลังจากได้รับใบอนุญาต นายสมชายจะแจ้งเริ่มก่อสร้าง และให้สถาปนิกและวิศวกรผู้ควบคุมงานดูแลการก่อสร้างอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เป็นไปตามแบบและข้อกำหนดที่ได้รับอนุญาตอย่างเคร่งครัด
สถานการณ์ของนายสมชายแสดงให้เห็นถึงขั้นตอนที่จำเป็นและถูกต้องในการปลูกสร้างบ้านพักอาศัยบนที่ดินเปล่า โดยเน้นความสำคัญของการปฏิบัติตามข้อกำหนดผังเมืองและกฎหมายควบคุมอาคาร เพื่อให้การก่อสร้างเป็นไปอย่างราบรื่นและถูกต้องตามกฎหมาย.
การขออนุญาตปลูกสร้างอาคารใหม่เป็นขั้นตอนสำคัญที่ต้องอาศัยทั้งความถูกต้องของแบบก่อสร้างและความเข้าใจในข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การวางแผนตั้งแต่ต้นร่วมกับทีมออกแบบที่มีประสบการณ์ จะช่วยให้การดำเนินการเป็นไปอย่างราบรื่นและลดความเสี่ยงที่ไม่คาดคิด
หากคุณกำลังเริ่มต้นวางแผนสร้างบ้านหรืออาคารใหม่ และต้องการข้อมูลเกี่ยวกับกระบวนการออกแบบและการยื่นขออนุญาต ทางเรายินดีพูดคุยเพื่อช่วยวางแนวทางที่เหมาะสมกับโครงการของคุณ

References

  • Building Control Act, B.E. 2522 (พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522)
  • Ministerial Regulation No. 7 (B.E. 2549) issued under the Building Control Act (กฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2549))
  • Comprehensive Urban Planning Law (กฎหมายผังเมืองรวม)
  • Relevant Local Ordinances (ข้อบัญญัติท้องถิ่น)
//Get in touch

Discuss your project with our design team

( 02 )
Share the project type, site, and main objective. Too.architects will help review the starting direction and suitable scope before design begins.